การ Shutdown และหลักของการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างถูกวิธี

        ในการใช้งานระบบปฏิบัติการที่เป็น Windows ต่าง ๆ เช่น Windows95/98 หรือ WindowsMe จะเป็นการใช้งาน โดยการเรียกอ่านข้อมูลต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ และนำมาประมวลผลเพื่อใช้งาน และจะมีข้อมูลบางส่วน ที่ต้องทำการเขียน กลับลงไปใน ฮาร์ดดิสก์ด้วย ในตลอดระยะเวลาที่เราใช้งาน Windows อยู่นั้น ดังนั้น เมื่อสิ้นสุดการใช้งานแล้ว ควรที่จะสั่ง Shutdown ก่อนที่จะปิดเครื่องเสมอ เพื่อให้ระบบทำการเคลียร์พื้นที่ต่าง ๆ ของฮาร์ดดิสก์ให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่จะมีการปิดไฟเข้าเครื่องจริง ๆ และนอกจากนั้น การที่เราสั่ง Shutdown จะเป็นการบอกให้ฮาร์ดดิสก์ เตรียมพร้อมสำหรับการ หยุดทำงานต่าง ๆ อีกด้วย หากสังเกตุให้ดี เมื่อเราทำการสั่ง Shutdown จะมีเสียงฮาร์ดดิสก์ดัง ติ๊ก เบา ๆ และมอเตอร์ ของฮาร์ดดิสก์ ก็จะหยุดทำงานทันที เหมือนกับการปิดฮาร์ดดิสก์ แต่ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่เรากดปุ่มสวิทช์เพื่อปิดเครื่อง โดยไม่ได้มีการสั่ง Shutdown จะได้ยินเสียง ของฮาร์ดดิสก์หมุนค้างต่อเนื่องไปดัง ติ้ววววว แล้วค่อย ๆ เงียบ นั่นคือ วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คือเหมือนกับว่า ฮาร์ดดิสก์นั้น ยังทำงานต่อเนื่อง แต่อยู่ ๆ ก็ไปปิดไฟที่จะจ่ายให้กับฮาร์ดดิสก์เฉย ๆ อาจจะเป็นสาเหตุให้ อายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์นั้น ลดลงหรือเกิดการเสียหายได้ง่ายขึ้น

การสั่ง Shutdown ปิดเครื่องให้ถูกวิธี

เมนูของการสั่ง Shutdown จะอยู่ที่ Start Menu และเลือกที่ Shutdown ตามตัวอย่างดังรูป

        เมื่อสั่ง Shutdown จะมีเมนูเลือกว่าจะทำการ Shutdown แบบไหน หากต้องการปิดเครื่องไปเลยก็เลือกที่ Shut down แต่ถ้าหากต้องการบูทเครื่องใหม่ก็เลือกที่ Restart หรือหากต้องการเข้าไปสู่ DOS ก็เลือกที่ Restart in MS-DOS mode

        สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบจ่ายไฟแบบ ATX เมื่อสั่ง Shutdown แล้วเครื่องจะสามารถทำการ ปิดสวิทช์ไฟ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยอัตโนมัติทันที แต่ถ้าหากเป็นระบบจ่ายไฟแบบ AT หรือเครื่องรุ่นเก่า ๆ หลังจากที่สั่ง Shutdown ไปแล้วจะต้องรอสักครู่ ให้ขึ้นข้อความว่า It's now your safe to turn off your computer ก่อนจึงค่อยปิดสวิทช์ไฟของเครื่องคอมพิวเตอร์

จะทำอย่างไร เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ค้าง

        เมื่อใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ดี ๆ หากเกิดอาการเครื่องแฮงค์และไม่สามารถใช้งานเมนูของการ Shutdown ได้ อาจจะทดลองกดปุ่ม Ctrl + Alt + Delete ทั้งสามปุ่มพร้อม ๆ กันเพื่อเรียกเมนูของการปิดโปรแกรมต่าง ๆ และเลือกที่ปุ่มกดShutdown ก็ได้ (หากเครื่องยังสามารถรับรู้การกดคีย์ต่าง ๆ ได้) ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้บ่อยนัก แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเริ่มจะมีปัญหา มักจะเกิดขึ้นได้บ่อย และถ้าหากเราทำการกด Ctrl + Alt + Delete แล้วยังไม่สามารถกดที่ปุ่ม Shutdown ได้อีกละก็ ให้กดปุ่ม Ctrl + Alt + Delete ซ้ำอีกครั้ง จะเป็นการสั่งบูทเครื่องใหม่ทันที หากในขณะนั้น ใช้ทุกวิธีแล้วก็ยังไม่สามารถบูทเครื่องใหม่ได้ จึงค่อยกดที่ปุ่ม Reset ที่ตัวเครื่อง (ถ้ามี) เพื่อสั่ง รีบูทเครื่องใหม่ โดยที่ให้ใช้วิธีการกดปุ่มปิดสวิทช์ไฟ Power เป็นวิธีสุดท้ายจริง ๆ เมื่อไม่สามารถกดปุ่มอะไรได้อีกแล้วเท่านั้น

        สำหรับเครื่องที่ใช้ระบบจ่ายไฟแบบ ATX ซึ่งปกติแล้วระบบแบบนี้ จะใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมระบบสวิทช์ปิดเปิดต่าง ๆ แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ค้าง ปกติแล้ว เราจะไม่สามารถทำการกดปิดสวิทช์ไฟได้ (เพราะระบบควบคุมสวิทช์ไม่ทำงานแล้ว) ให้แก้ไขโดยการกดปุ่ม Power ค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีเพื่อสั่งให้ระบบจ่ายไฟปิดตัวเองได้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปิดเครื่องโดยไม่ Shutdown

        หากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปิดลงโดยที่ไม่ได้มีการสั่ง Shutdown อย่างถูกต้อง เมื่อเปิด เครื่องคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาใช้งานในครั้งต่อไป เครื่องจะมีการตรวจสอบความเสียหายของฮาร์ดดิสก์ก่อน โดยการสั่งทำ Scandisk เพื่อตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงจะเรียกระบบ Windows ขึ้นมาใช้งานตามปกติ เราสามารถเข้าไปแก้ไข การตั้งให้เครื่องทำการ Scandisk เมื่อไม่มีการ Shutdown อย่างถูกต้องก็ได้ โดยการเลือกที่เมนู Start Menu และเลือกที่ RUN พิมพ์คำว่า msconfig และกด OK

จะเข้ามาที่เมนูของ System Configuration Utility เลือกที่ปุ่ม Advanced

        ที่ช่องของ Disable Scandisk after bad shutdown จะเป็นการกำหนดว่า ถ้าหากทีการปิดเครื่องโดยไม่ได้ทำการ Shutdown แล้วจะสั่งให้ทำการ Scandisk หรือไม่

        โดยปกติแล้วก็ควรจะปล่อยว่างไว้หรือไม่เลือกที่ช่องนี้ เพราะว่าหากมีการปิดเครื่องโดยไม่ได้ทำการ Shutdown แล้วก็ควรที่จะให้เครื่องสั่ง Scandisk เพื่อตรวจสอบความเสียหายของฮาร์ดดิสก์ หรือถ้าไม่อยากรอ ในระหว่างที่ทำการ Scandisk ก็ข้ามขั้นตอนไปได้โดยการกดปุ่ม Enter ขณะที่ Scandisk อยู่ได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากพบว่าในบางครั้ง ช่างที่ประกอบเครื่องให้เราและทำการติดตั้ง Windows มาให้มักจะเลือก Disable ที่ช่องนี้ไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการแสดงการ Scandisk ให้เห็น ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเครื่องนั้นดูเหมือนกับไม่มีปัญหา

Safe Mode คืออะไร

        ในบางครั้ง หากเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหาเกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา แทนที่จะบูทเข้า Windows ปกติ อาจจะมีเมนูให้เลือกต่าง ๆ และมักจะบังคับให้เข้า Windows แบบ Safe Mode แทน ไม่ต้องตกใจนะ ให้เลือกบูทเข้า Windows แบบ Safe Mode ครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งจะเป็นหน้าตาของ Windows ที่ดูตัวใหญ่ ๆ หน้าตาจะออกเละ ๆ เพราะว่าเป็นการเรียก Windows แบบที่ไม่มีการเรียก Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ เลย เพื่อเป็นทางเลือกให้เรา สำหรับการหาสาเหตุของความผิดปกติ เช่น มีการลงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหากับเครื่องหรือไม่ หรือว่ามี ฮาร์ดแวร์บางตัวที่ใส่เข้าไป ไม่สามารถทำงานได้โดยปกติ หรืออาจจะเป็นเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเข้า Safe Mode ได้ปกติแล้วก็สั่ง Shutdown หรือ Restart ใหม่ได้เลยเพื่อเข้าสู่การทำงานใน Mode แบบปกติ หากเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีปัญหาใด ๆ ก็จะกลับมาใช้งานได้ปกติ เหมือนเดิม

 

                                   

    Home