ชุมชนบางปลาุ

บทที่ 4

ผลการศึกษา


ถึงบางปลา แล้วปลาบาง

จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นคลอง จะมีผลต่อการประกอบอาชีพของผู้คนในบางปลา ย้อนไปสิบห้าถึงยี่สิบปีก่อนหน้านี้ พื้นที่นี้เป็นแหล่งเลี้ยงปลาสลิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำรายได้ให้กับ ชุมชน มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร

ต่อมา มีการพัฒนาถนนเข้าสู่ชุมชน ทำให้การคมนาคมจากการใช้เส้นทางลำคลองในการสัญจรไปมาทุก ๆ พื้นที่น้อยลง และหมดไป เมื่อมาใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ เกิดความสะดวกรวดเร็ว ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้และพบสิ่งใหม่จากแหล่งอื่น เกิดความคิด เปลี่ยนไปจากการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาสลิด มาทำนากุ้งน้ำจืดและกุ้งกุลาดำ เพราะเห็นว่าผลผลิตทำรายได้มากกว่าการเลี้ยงปลาสลิด
3 ถึง 4 เท่าตัว ประกอบกับมีนายทุนมาเช่าพื้นที่ที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาสลิด เปลี่ยนเป็นเลี้ยงกุ้งแทน ปัจจุบันสองฝั่งคลองบางปลา มีจำนวนบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นจำนวนมาก ทำให้บ่อเลี้ยงปลาสลิดเหลือน้อยลง อีกสาเหตุหนึ่งมาจากผลกระทบของการใช้สารเคมีในบ่อเลี้ยงกุ้ง ทำให้ปลาสลิดเจริญเติบโตไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ระหว่างผู้เลี้ยงปลาสลิด และผู้เลี้ยงกุ้ง มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะผลผลิตที่ได้เป็นปัญหากระทบกระทั่งที่ยังหาข้อยุติได้ยาก ทั้งนี้ต้องอาศัยเวลาการวิเคราะห์วิจัยอย่างจริงจัง

มีผู้เลี้ยงปลาสลิดและผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ให้ข้อสังเกตว่า การเลี้ยงกุ้ง มีรายได้สูงแต่ต้องลงทุนสูง และผลผลิตแต่ละครั้งอาจจะมีความแตกต่างที่คาดการณ์ไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ พันธุ์กุ้ง เลี้ยงแล้วไม่เจริญเติบโต หรือมีอัตราการตายสูงมาก ปัญหาโรคกุ้ง ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาราคากุ้งต่ำ ทำให้มีรายจ่ายสูงตามมา























การเลี้ยงปลาสลิด

ปลาสลิดหรือปลาใบไม้เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pecteralis แหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักว่ามีรสชาติดี เนื้ออร่อย คือ ปลาสลิดบางปลาจังหวัดสมุทรปราการ ปลาสลิดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ทนต่อความเป็นกรด และน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยได้ดี มีห่วงโซ่อาหารสั้น คือ กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารต้นทุนการผลิตต่ำ อุปนิสัยปลาสลิดชอบอยู่ในบริเวณที่มีน้ำนิ่ง เช่น หนอง บึง ตามบริเวณที่มีพรรณไม้น้ำ เช่น ผักและสาหร่าย เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยกำบังตัวและก่อหวอดวางไข่ เนื่องจากปลาสลิดโตเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอาหารพวกพืช ได้แก่ สาหร่าย พืชและสัตว์เล็ก ๆ จึงสามารถนำปลาสลิดมาเลี้ยงในบ่อและนาข้าวได้เป็นอย่างดี ปลาสลิดมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อแต่ขนาดโตกว่า ลำตัวแบน ด้านข้างมีครีบท้องยาวครีบเดียวสีของลำตัวมีสีเขียวออกเทา หรือมีสีคล้ำเป็นพื้นและมีริ้วดำพาดขวางตามลำตัว จากหัวถึงโคนหางเกล็ดบนเส้นข้างตัวประมาณ 42 - 47 เกล็ด ปากเล็กยืดหดได้ ปลาสลิดมีขนาดใหญ่เต็มที่มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร (กรมประมง , มปป.)












ปลาสลิดตัวผู้และตัวเมียต่างกันชัดเจนปลาตัวผู้มีลำตัวยาวเรียว สันหลังและสันท้องเกือบเป็นเส้นตรงขนานกัน มีครีบหลังยาวจรดหรือเลยโคนหาง มีสีลำตัวเข้มและสวยกว่าตัวเมีย ส่วนตัวเมียมีสันท้องยาวมนไม่ขนานกับสันท้องและครีบหลังมนไม่ยาวจนถึงโคนหางสีตัวจางกว่าตัวผู้ ในฤดูวางไข่ท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง อัตราการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาสลิด 1 : 1 ปล่อยปลาขนาดปานกลาง น้ำหนัก 10 - 12 ตัวต่อกิโลกรัมเหมาะสมที่สุด ปลาสลิดสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้เมื่ออายุ 7 เดือน ขนาดโตเต็มที่โดยเฉลี่ยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 6 - 7 นิ้ว น้ำหนักตั้งแต่ 130 - 400 กรัม จะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม (ฤดูฝน) แม่ปลาตัวหนึ่ง ๆ จะสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆ 4,000 - 10,000 ฟอง ลักษณะไข่ปลาสลิดมีสีเหลือง

จากคำบอกเล่าของนายยม บุญคง อายุ 60 ปี แห่งหมู่ที่ 2 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าของบ่อปลาสลิด 35 ไร่ ได้เล่าว่า บ่อเลี้ยงปลาสลิดหรือแปลงนาสลิดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคันล้อมทุกด้านคันกว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 75 เซนติเมตร ความสูงของคันล้อมบ่อต้องกั้นน้ำท่วมได้ ฐานต้องกว้างกว่าหรือเท่ากับความกว้างของคันล้อม ควรมีชานบ่อกว้างอย่างน้อย 1 เมตร สำหรับปลาวางไข่ ขนาดบ่อขนาดเล็กที่สุดมีความกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ลึก 1.50 เมตร












การเลี้ยงปลาสลิดในบ่อมีขั้นตอนดังนี้ เริ่มจากการเตรียมบ่อก่อนโดยใส่ปูนขาวซึ่งมีอัตราที่ใช้ 1 กิโลกรัม ต่อ 10 ตารางเมตร หรือ 160 กิโลกรัมต่อไร่โรยให้ทั่วบ่อ ขั้นต่อมา คือ การกำจัดสิ่งรก บ่อเก่าที่ไม่เคยใช้เลี้ยงปลา ควรกำจัดวัชพืชต่าง ๆ ที่รกรุงรังในบ่อปลาให้หมด หากบ่อตื้นเขินไม่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาควรสูบน้ำออกแล้วลอกดินเลน และตกแต่งพื้นบ่อให้มั่นคงแข็งแรงแล้วตากบ่อให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นบ่อเก่าไม่จำเป็นต้องลอกเลนหลังจากกำจัดสิ่งรกต่าง ๆ ในบ่อหมดแล้วถ้ามีน้ำเพียงพอก็สามารถใช้เลี้ยงปลาได้ เมื่อฝนลงเริ่มปลูกหญ้าปล้อง บางบ่อมีหญ้าขึ้นอยู่บ้างแล้วอาจไม่ต้องปลูก ทดน้ำเข้าใช้ปุ๋ยคอกโรยให้ทั่วบ่ออัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ ควรใส่ปุ๋ยคอก 2 - 3 เดือนต่อครั้ง ถ้าสามารถควบคุมระดับน้ำได้ให้ทดน้ำเข้าบ่อสูง 10 - 20 เซนติเมตร ปล่อยทิ้งไว้ 7 - 10 วัน จะเกิดตะไคร่น้ำหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าขี้แดด จากนั้นจึงค่อยทดน้ำเข้าบ่อลึก 20 - 25 เซนติเมตร ในบ่อปลาสลิดควรปลูกพันธุ์ไม้น้ำพวกผักบุ้ง แพงพวย ผักกระเฉดตามชานบ่อที่มีน้ำตื้น ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับนิสัยและความเป็นอยู่ของปลาสลิด พันธุ์ไม้น้ำเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อปลาโดยใช้เป็นอาหารและร่มเงาแล้ว ยังเป็นที่สำหรับปลาได้วางไข่ในฤดูฝนปลาจะหาทำเลที่วางไข่ตามที่ตื้นและมีพันธุ์ไม้น้ำเพื่อก่อหวอดวางไข่ กิ่งไม้และก้านจะเป็นส่วนที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้ไข่หลุดพลัดแตกกระจายไป และเมื่อไข่ปลาฟักออกเป็นตัวแล้วก็จะเป็นที่ให้ลูกปลาได้อาศัยเลี้ยงตัวกำบังร่มเงาและหลบหลีกศัตรูได้เป็นอย่างดี

การปล่อยปลาสลิดลงเลี้ยง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการปล่อยปลา คือ เวลาเช้าตรู่หรือเวลาเย็นเพราะน้ำในบ่อไม่ร้อนจัด ปลาจะปรับตัวได้ดีไม่ตายง่ายอัตราของปลาที่ปล่อย 35 ไร่ ปล่อยแม่ปลา 5 หาบ (500 กิโลกรัม 1 หาบเท่ากับ 100 กิโลกรัม) การให้อาหาร อาหารที่ปลาสลิดชอบ คือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลายข้าวต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว และปลวกอาหารของลูกปลาวัยอ่อนที่มีอายุ 7-12 วัน ให้ตะไคร่น้ำและไรน้ำเป็นอาหาร เมื่อลูกปลามีอายุ 21 วัน ถึง 1 เดือน ให้รำข้าวละเอียดต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นละเอียด แหนสดและปลวกบ้าง (ผัก 1 ส่วน รำ 2 ส่วน) ต้มผักให้เปื่อยก่อนแล้วจึงเอารำลงไปเคล้าปั้นเป็นก้อนให้กินเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยใส่อาหารบนแป้นที่อยู่ใต้ระดับน้ำ 1 คืบ อย่าให้อาหารเหลือข้ามวันจะทำให้น้ำเน่า ควรดีดน้ำเป็นสัญญาณปลาจะได้เคยชินและเชื่องด้วย

ฟันหญ้าบนแปลงในระดับยอดหญ้าที่โผล่พ้นน้ำแล้วทิ้งกระจายไว้บนบ่อปลา ตัดเพียงครึ่งหนึ่งของแปลงครบ 15 วัน ตัดอีกครึ่งหนึ่ง สลับไปมาและรักษาระดับน้ำให้ท่วมหญ้าที่ตัดหลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ปี๊บต่อ 1 ไร่ ต่อ 7 วัน หลังจากใส่ปุ๋ยคอก 4 -5 ครั้ง แล้วตัดหญ้าเพียงอย่างเดียวแต่ถ้าน้ำในแปลงสีใสมากให้ใส่ปุ๋ยคอกอีกครั้ง
การเจริญเติบโตของปลา ถ้าปล่อยปลาที่มีขนาดโต 5 เซนติเมตร ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 7 - 8 เดือน ถ้าปล่อยปลาที่มีขนาดโต 10 เซนติเมตร ใช้เวลาเลี้ยง 5 - 6 เดือน ส่วนการเลี้ยงลูกปลาจากพ่อแม่ปลาจะใช้เวลา 10 - 11 เดือนถึงจะจับขายได้

ปลาสลิดจะโตได้ขนาดที่จับได้ ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม หลังจากงานลอยกระทงผ่านไปแล้วก็วิดบ่อผู้เลี้ยงบางราย จะเร่งให้ปลาโตเร็วจับขายได้เร็วอาจให้อาหารเสริม โดยให้หัวปลาสลิดที่เหลือจากการทำปลาสลิดตากแห้งมาหมักไว้ 2-3 วันแล้วโยนให้ปลากินในบ่อ หรือต้มปลายข้าวกับรำให้ปลากิน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 7 -8 เดือนก็วิดขายได้ การวิดปลาใช้ระหัดวิดน้ำและเครื่องสูบน้ำช่วยทั้งกลางวันและกลางคืน 2-3 วัน ถึงแห้ง เมื่อบ่อแห้งปลาจะถูกลำเลียงขึ้นมาตามระหัด นำมาคัดขนาดโดยการกะด้วยสายตา เลือกหยิบขึ้นมา ขนาดใหญ่ 6-7 ตัวต่อกิโลกรัม ขายหาบ ( 100 ก.ก. ) ละ 7,000 บาท ขนาดกลางและขนาดเล็ก ขายหาบละ 5,000 บาท ยี่ปั๊วจะมารับซื้อถึงที่นอกจากนั้นยังมีคนกลางทำหน้าที่นำปลาไปส่งขายจะได้ค่าขายหาบละ 200 บาท คนกลางทำหน้าที่รับผิดชอบเก็บเงินจากผู้ซื้อมาจ่ายให้เจ้าของบ่อปลา เจ้าของบ่อปลาอาจให้เครดิตจ่ายเป็นงวด ๆ ได้

การขนส่งปลาสลิดสู่ตลาดหรือนำไปเลี้ยงไกล ๆ ควรปฎิบัติไปตามลำดับดังนี้ก่อนการขนส่ง ควรพักปลาไว้ในที่กว้าง เช่น พักในถังขนาดใหญ่ และไม่ต้องให้อาหาร แล้วนำภาชนะปากกว้าง เช่น ปี๊บหรือถัง บรรจุน้ำ 3 ใน 4 ของภาชนะมาบรรจุปลา ถ้าปลาขนาดใหญ่บรรจุในอัตราปี๊บละ 40 ตัว หรือขนาดกลาง 80 ตัว ถ้าเป็นลูกปลาขนาดเล็กเพิ่มจำนวนได้มากขึ้นตามความเหมาะสม ลอยผักบุ้งในภาชนะที่ใช้ขนส่ง ควรมีฝาที่มีช่องตาโปร่ง หรือตาข่ายคลุม ภาชนะไม่ให้ปลากระโดดออก ระหว่างเดินทางพยายามเปลี่ยนน้ำทุก ๆ 12 ชั่วโมง โดยระวังอย่าให้ปลา บอบช้ำและให้ภาชนะที่บรรจุปลาอยู่ในที่ร่มเย็นเสมอ ภาชนะขนส่งปลาควรตั้งให้สนิทอย่าให้โคลงเคลง เพราะอาจทำให้ปลาเมาน้ำได้เมื่อถึงปลายทาง ต้องรีบย้ายปลาไปอยู่ในภาชนะที่กว้างใหญ่ ถ่ายเทน้ำใหม่หรืออาจปล่อยลงบ่อเลี้ยงเลยก็ได้


























































สลิดแดดเดียว

ารทำปลาสลิดแดดเดียวมี 2 แบบ คือ ปลาหอม กับปลาน้ำแข็ง วิธีทำปลาหอมขอดเกล็ดโดยใช้มีดหรือช้อนสังกะสีบากเป็นฟันเลื่อย ตัดหัว ควักไส้ แยกหัว ส่วนไส้นำไปบดสับเป็นอาหารเป็ดหรือไก่ คล้าปลาที่ทำเสร็จแล้วกับเกลืออัตราส่วน 3 : 1 คือ ปลา 3 ส่วน เกลือ 1 ส่วน หมักไว้หนึ่งคืนในถังไม้ โอ่งเคลือบ กะละมัง หรือเข่ง รุ่งเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นล้างปลาให้สะอาดเรียงปลาแผ่ครีบให้สวยงามบนตะแกรงไม้โปร่ง ระยะเวลาตากแห้งตั้งแต่แดดเริ่มขึ้นจนถึงเวลา 11.00 น. ให้กลับข้างตากต่อจนถึงเวลา 15.00 น. จึงเก็บปลาลงเข่งเรียงให้ดีนำไปจำหน่ายเรียกว่า "ปลาหอม" หรือ "ปลาแดดเดียว" เนื้อจะนุ่มถ้าต้องการปลาแห้งกว่านี้ตากจนถึงเย็นแล้วใช้ผ้าพลาสติกคลุมไว้ตลอดคืน รุ่งเช้าเอาผ้าพลาสติกออกตากต่อจนถึงเย็นโดยกลับปลาในตอนกลางวันเช่นเดิมปลาชนิดนี้เรียกว่า "ปลาสองแดด" เนื้อจะแห้งแข็งเวลาทอดจะกรอบเคี้ยวได้หมดทั้งตัว ส่วนปลาน้ำแข็ง เมื่อเคล้าปลากับเกลือแล้วตากเหมือนปลาแดดเดียว อัดน้ำแข็งลงไป เรียงปลาใหญ่ไว้ข้างล่างส่วนปลาเล็กไว้ข้างบน น้ำแข็งจะทำให้เนื้อปลาสดขึ้นมาได้น้ำหนักมากกว่า ราคาขายปลาหอมกิโลกรัมละ 170 บาท ปลาน้ำแข็งราคากิโลกรัมละ 120 บาท





































 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

















































 

ภาพที่ 12 บ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ…ร่ำรวยได้ทุกคนจริงหรือ
ภาพที่ 13 กังหันตีน้ำ…ค่าใช้ายที่เพิ่มขึ้น
ภาพที่ 14 บ่อเลี้ยงปลาสลิดแบบธรรมชาติ …. สู้บ่อกุ้งได้ไหม
ภาพที่ 15 ปลาสลิดที่บางปลา…ชีวิตปลา….ต่อชีวิตคน
ภาพที่ 16 คุณยม บุญคง ผู้เลี้ยงปลาสลิดมานานกว่า 30 ปี ไม่สนใจกุ้งกุลาดำ
ภาพที่ 17 บวงสวงก่อนจับปลา
ภาพที่ 18 เจอเจ้าของบ่อปลาสลิด
ภาพที่ 19 ใช้รหัสสูบน้ำออก 2 -3 คืน
ภาพที่ 20 ปลาสลิดที่ขึ้นมาตามน้ำ
ภาพที่ 21 เพิงพักเจ้าของบ่อ
ภาพที่ 22 ห่อหมกปลาช่อน…อร่อยมาก
ภาพที่ 23 เจ้าของบ่อกับยี่ปั๊วซื้อปลา
ภาพที่ 24 กล้วยน้ำหว้าที่ปลูกตามคันล้อม
ภาพที่ 25 สลิดสด ๆ …ตัวโต ๆ หาบละ 7,000 บาท
ภาพที่ 26 อาชีพของชุมชนนี้
ภาพที่ 27 ปลาตัวเล็กเรียงอย่างนี้นะจ๊ะ
ภาพที่ 28 ปลาหอมหรือปลาน้ำแข็ง
ภาพที่ 29 ปลาขนาดเล็กโลละ 120 บาท
สูตรเด็ดสลิด

ถ้าจะให้ดีควรนึ่งก่อน ค่อย ๆ แซะก้างใหญ่ตรงกลางออก ประกบไว้เหมือนเดิมแล้วทอดจะได้ปลาสลิดไม่มีก้างกินอร่อย หรือทอดอย่าให้สุกทุบตรงสันหลังปลาเบา ๆ อย่าให้หนังฉีก นำลงไปทอดใหม่เนื้อปลาจะฟูอร่อย ถ้าจะให้อร่อยยิ่งขึ้นให้ทอดกรอบแกะเอาแต่เนื้อมายำกับมะม่วง ใส่พริกขี้หนูหอมกระเทียมใบสระแหน่ และมะม่วงสับชิมรสตามใจชอบ

มะม่วงอร่อย

นอกจากปลาสลิด เป็นผลิตผลที่มีชื่อของชุมชนบางปลา ยังมีผลไม้ที่ทำรายได้ดีอีกอย่างหนึ่ง คือ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ชาวบ้านจะปลูกริมขอบบ่อปลาสลิด เป็นมะม่วงที่มีรสชาติหวานหอม คุณภาพดีกว่ามะม่วงน้ำดอกไม้ในพื้นที่อื่น และยังมีการนำพันธุ์มะม่วงพันธุ์ต่าง ๆ มาปลูกหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์มะม่วงแรด พันธุ์หนองแซง พันธุ์มะม่วงแก้ว พันธุ์ทองดี จำพวกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่

กล้วยคลุกเนย

การที่มีผลผลิตของกล้วยมาก จึงเป็นวัตถุดิบของการแปรรูปกล้วยในชุมชนบางปลา โดยมี
กลุ่มสตรี ที่ทำกล้วยคลุกเนย ประธานกลุ่มชื่อ นางวชิราภรณ์ เพ็ชรรัตน์ อายุ 39 ปี มีสมาชิกในกลุ่มเริ่มแรก 20 คน ปัจจุบันเหลืออยู่ 8 คน เนื่องจากสมาชิกเห็นว่ารายได้ไม่เพียงพอจึงหันไปทำอาชีพรับจ้างทำงานในโรงงาน หรือที่มีเงินทุนมากก็หันไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

ขั้นตอนการทำกล้วยคลุกเนย ใช้กล้วยแก่จัดขนาดพอเหมาะที่ซื้อมาจากชาวบ้านในชุมชนบางปลา ราคาหวีละ 5 บาท ซื้อครั้งละ 30 หวีเมื่อได้กล้วยมาแล้วปลอกเปลือก แช่น้ำมะนาว ปาดเนื้อกล้วยบางๆ ลงทอดในกะทะ จากนั้นนำกล้วยที่ทอดแล้วคลุกเคล้ากับเนยและน้ำเชื่อม จากนั้นนำไปผึ่งไว้ให้แห้งแล้วนำมาทอดในน้ำมันอีกครั้งหนึ่งจากนั้นนำมาบรรจุถุงจำหน่ายราคาถุงละ 20 บาทแต่ถ้าขายส่งจะขายราคากิโลกรัมละ 60 บาทถ้าเป็นถุง ก็จะมีราคาตั้งแต่ถุงละ 5,10 และ20 บาทแต่ในปัจจุบันทำในปริมาณที่ไม่มากนักส่วนมากจะทำตามรายการที่สั่งเท่านั้น เมื่อมีอาคันตุกะถามหาเพื่อซื้อไปเป็นของฝาก จะไม่ได้กล้วยคลุกเนยที่อร่อยของกลุ่มสตรีทำกล้วยคลุกเนยบางปลาเพราะจะทำที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น ตลาดวางจำหน่ายประจำคือ ร้ายขายของชำในหมู่บ้านและส่งขายในห้างบิ๊กซี สาขาบางพลี เท่านั้น

ละครชาตรี

ละครชาตรีของตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการแสดงพื้นบ้านที่สนุกสนาน เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันของคณะละคร การแต่งตัว เครื่องดนตรีประกอบกับมีเครื่องโหม เครื่องมอญ ละครชาตรี "คณะสุดประเสริฐ" เริ่มจากครูวันและครูจิตผู้นำมาจากจังหวัดเพชรบุรี เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว แต่มีการเล่นต่อ ๆ กันมา คณะละครชาตรีจะรับงานทั่วไป ประกอบด้วยสมาชิก 30 คน อายุตั้งแต่ 15 - 60 ปี คละเคล้ากันไป ปกติจะแสดงในงานพิธี เช่น หน้าศพ เฉลิมฉลองประจำปี งานบุญประเพณี เพื่อแสดงหารายได้พิเศษ ก่อนแสดงมีการฝึกซ้อม เวลามีการแสดงส่วนใหญ่แสดงตอนกลางวัน งานที่ไปแสดง เช่น การแก้บนบ่อปลา บ่อกุ้ง ค่าจ้างครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแต่ระยะทางใกล้ - ไกล ถ้าใกล้ ๆ ในชุมชน 6,000 บาทต่อวัน ไกลสุดที่เคยไปแสดงถึง จังหวัดชุมพร นอกจากนั้นก็มีจังหวัดใกล้เคียง เช่น ระยอง จันทบุรี สระบุรี ละครชาตรีเป็นละครที่ไม่มีฉากจะตั้งเป็นวงกลม เริ่มเล่นตั้งแต่ 10.00 - 12.00 น. หยุดพักกลางวันและจากบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมงจะออกตัวแล้วเล่นไปเป็นตอน ๆ วันหนึ่งก็จะเล่นเรื่องเดียว เวลามีงานก็จะเลือกว่าจะเล่นเรื่องอะไร ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานที่มาว่าจ้าง เช่น เรื่องแก้วหน้าม้า พิกุลทอง ขุนช้างขุนแผน และตัวนักแสดงว่าสามารถเล่นได้หรือไม่ ถ้าเล่นได้จึงค่อยแสดง เครื่องดนตรีประกอบ เช่น ฆ้องวง 3 โค้ง เครื่องโหม เครื่องมอญ ละครชาตรี ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (02) 312 - 1482

นอกจากรับงานแสดงตามงานต่าง ๆ ยังมีการฝึกละครชาตรีให้กับนักเรียน ในโรงเรียนวัดราษฎร์บูรณะ สำนักงานประถมศึกษาอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เคยนำไปแสดงทางโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 นอกจากนี้ยังเปิดสอนที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ให้กับเด็กอายุตั้งแต่ 8 - 10 ขวบขึ้นไป เปิดสอนเวลา 18.00 - 20.00 นาฬิกา ได้รับความสนใจจากเยาวชนของบางปลาในระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมนี้มีผู้สืบทอด และสามารถสู้กับกระแสวัฒนธรรมเลียนแบบตะวันตกได้

ภาพที่ 30 ละครชาตรีประจำชุมชน
ภาพที่ 31 เล่นแก้บนได้ทุกงาน
ภาพที่ 32 ดนตรีนาฎศิลป์ในชุมชน
ภาพที่ 33 เด็ก ๆ ก็แสดงได้

ประวัติศูนย์

โครงสร้างการบริหาร
ข้อมูลชุมชน
งานวิจัยชุมชน
งานฝึกอบรม
งานติดตามและประเมินผล
กองทุนหมู่บ้าน
บุคลากร
ผู้จัดทำ
Home